เอามาให้ดูเป็นบางฉากนะคะ

comic1

comic3

comic4

comic6
เอามาให้ดูเป็นบางฉากนะคะ

comic1

comic3

comic4

comic6

แว๊ก รูปแอบดำ ..ในส่วนนี้คือส่วนของทางเดินไปขึ้นเครื่องนะจ๊ะ หลังจากเราผ่านจุด
passport control หรือจุดตรวจพาสปอตมาแล้วก็จะมาเจอพระเกษียรสมุทร
ยืนขาเดียวต้อนรับเราอยู่ข้างใน แบบในภาพนี้แหละจ้ะ
ข้างในนี้นอกจะมีพระเกษียรฯแล้ว จะมีของแบรนด์เนม ร้านอาหาร ต่างๆนาๆ
ในราคาปลอดภาษี แต่ก็ยังแพงอยู่ดี
ตองไปร้านเบอร์เกอร์คิงอ่ะ สั่งชุดอาหารเช้าเป็น เฟรนซ์ฟราย+ไข่+แฮม+สไปร์ท
สิ้นเนื้อประดาตัวไป 156 บาท แพงลากไส้!
แต่ถ้าเทียบกับการต้องไปสั่งของกินบนเครื่องบิน .. ตรงนี้ถือว่าดีกว่าเป็นไหนๆ
…
สิ่งหนึ่งที่อยากจะแนะนำ ..ควรพกขวดน้ำหรือกระติกน้ำไปด้วย แต่อย่าใส่น้ำนะคะ
ให้ผ่านจุดตรวจกระเป๋าก่อน เพราะเขาห้ามนำน้ำขึ้นเครื่องบิน
แล้วบริเวณก่อนขึ้นเครื่องจะมีตู้กดน้ำ นั่นแหละกรอกให้เต็มที่
แล้วแอบเอาขึ้นไป กร๊าก .. ทำได้จริงๆ แต่ต้องเนียนหน่อย
เพราะน้ำที่สิงค์โปร์ราคาเท่ากับน้ำอัดลมค่ะ
ที่จริงก้อไม่แพงเวอร์มากหรอก แค่ 1 เหรียญกับอีก50เซ็นต์
(1 เหรียญ ประมาณ 23 บาท)
แต่ขวดเล็กกว่าขวดละ 10 บาทบ้านเราเท่านั้นเองค่ะ
…
แล้วก็ถึงเวลาขึ้นเครื่อง เราบินกับสายการบิน tiger airway เป็นแบบ low cost
ก็ใช้เวลาเพียงแค่ 2 ชั่วโมง ก็ถึงแล้วค่ะ เครื่องออก 8.40 ค่ะ เวลาบ้านเรา
และถึงที่สิงค์โปร์ ตอน 11.45 บ้านเค้าค่ะ เวลาของเค้าเร็วกว่าเรา 1 ชั่วโมง
เรามาถึงสนามบิน ชางกี แล้วก็นั่งรถสนามบินไปที่สนามบินใหญ่ค่ะ ..
ที่นี่เขาจะแยกกันค่ะระหว่างสายการบิน low cost และ high cost
แต่ยังไงก็ตามก้อต้องไปที่เทอร์มินอลใหญ่ค่ะ
เพราะจะมีรถไฟใต้ดิน หรือ MRT บริการอยู่ใต้ติน รถไฟฟ้าใต้ดินของเขาเหมือนบ้านเราค่ะ
จะซื้อเป็นเหรียญเป็นเที่ยวๆก็ได้ หรือซื้อเป็นบัตร easy link ก็ได้
ซึ่งจะสะดวกกว่า ตองซื้อ easy link ค่ะ เติมเงินไป 50 เหรียญ
บัตรนี้จะใช้ได้ ทั้ง รถไฟฟ้า รถใต้ดิน รถเมล์ หรือแม้แต่ เซเว่นฯ
ร้านอาหารให้ศูนย์อาหาร หรือร้านค้าบางร้าน
ใช้แทนเงินสดได้เลย แต่เค้าจะหัก เงินเราไปนะคะ 5 เหรียญค่าทำเนียม
แต่ถ้าเราเหลือ สามารถขอคืนเป็นเงินได้ค่ะ ระยะทางจะคิดตามสถานีค่ะ
โดนตอนแรกจะหักเราไป 2 เหรียญเต็มๆ แล้วพอขาออกจะคืนให้ กันคนขี้โกงค่ะ
เพราะบางทีใช้กับรถเมล์ เราขึ้นข้างหน้าเราเอาบัตรไปแปะ แต่ขาลงไม่ยอมแปะบัตร
มันก้อจะหักไปเลย 2 เหรียญ
…
นี่คือโรงแรมที่ไปพักค่ะ ( ยืมภาพมาจาก google )
อยู่ในย่าน little india เดินมาจากสถานีนิดหน่อยค่ะ
เริ่มจากเรานั่งรถมาจาก สถานี สนามบินชางกี (หมายเลข3)แล้วมาเปลี่ยนสายเป็นสายตรง
แล้วมาเปลี่ยนอีกทีที่สถานี city hall (ที่จุดขาวๆจุดแรกของสายสีแดงกับสายสีเขียว)
แล้วก็นั่งไปต่อที่ Dhoby Ghaut (สายสีม่วงที่มี 3 จุด)แล้วลงที่ little india ตามแผนที่ค่ะ

แผนที่ที่เห็นเพื่อนๆจะเห็นว่ามีเส้นทางหลายสีนะคะ
สีเขียวนี่คือเส้นทางหลักค่ะ
ส่วนสีแดงนี่จะผ่านย่านคนจีน
สีม่วงจะผ่านย่านแขก
ส่วนสีเหลืองคือส่วนของ คาสิโนที่กำลังสร้างอยุ่ค่ะ คาดว่าจะเสร็จปลายปีนี้
การก่อสร้างของที่นี่ค่อนข้างเร็วและตรงเวลา เพราะถ้าหากเสร็จไม่ทันจะถูกทุบทิ้งทันทีค่ะ
ไม่เหมือนบ้านเราเนอะ แค่โรงอาหารก็สร้างเป็นปี 555
…

เอาล้ะ! กลับที่มาที่โรงแรมของเรา คืนละ 99 เหรียญค่ะ รวมอาหารเช้า
ในภาพจะเห็นว่าสวย โอเค แต่มันเล็กมากๆค่ะ
ตัวโรงแรมก็จะเหมือนตึกแถวธรรมดา แต่สูง มี 10 ชั้นเชียวค่ะ มีสระว่ายน้ำด้วย
แต่เตียงเล็กมาก คือนอนแล้วเท้าเกินยืนออกมา ต้องโทษความสูงตัวเอง *-*
ไม่มีตู้เสื้อผ้า มีแต่ไม้แขวนเสื้อกับที่แขวนให้ ไม่มีตู้เย็น แต่มีชุดน้ำชากาแฟให้ต้มกินกันเอง
(คนที่พกขวดน้ำไป ก็สามารถรองนำในโรงแรมไปดื่มได้เลยเพราะ
น้ำในห้องน้ำโรงแรมเป็นน้ำกินค่ะแต่ถ้าไม่มั่นใจก็ต้มก่อนก็ได้
จากกาในโรงแรม แต่ในที่สาธารณะก็จะมีก็อกน้ำให้ดท่มอยู่แล้ว
แต่ต้องดูดีๆค่ะ เพราะจะมีก็อกน้ำเป็นสีๆแบ่งไว้ สีแดงจะเป็นน้ำรดต้นไม้
ส่วนสีอื่นก็ดูดีๆ ว่าเป็นน้ำใช้หรือน้ำกิน มันจะแยกกันค่ะ)
ส่วนทีวีก็มีติดผนัง สามารถเล่นแผ่น DVD ได้ ถ้าหากมีติดมือมา
ตองดูแต่รายการเพลงไต้หวัน กับเซอร์ไวเวอร์ทุกคืน โคดเบื่อเลย นั่งดูมันกินแมลง!
ส่วนห้องน้ำก็เล็กม๊าก เป็นฝักบัวติดผนัง มีอ่างล้างหน้า และชักโครก
ซึ่งมีปุ่มชักโครกอยู่บนถังชักโครก
ตอนแรกก็หาไม่เจอ นึกว่ามันชักอัตโนมัติ เกือบแล้ว กร๊าก
…
หลังจากแพคของเสร็จ ฝนตกอ่ะ!! เลยเปลี่ยนแผนไป china town กัน
จากตอนแรกว่าจะไปดูสิงค์โตพ่นน้ำ หรือ เมอร์ไลอ้อน ที่ Merlion Park
พอไปถึงไชน่าทาวก็เดินไม่ได้ เพราะแฉะไปหมด ฝนก็ยังตกอยู่
คือมันน่าเดินมาก เหมือนสำเพ็งบ้านเรา แต่สะอาดกว่า กว้างกว่า
แถมอาคารต่างๆก็ตกแต่งใหม่สีสันสวยงาม
เราฆ่าเวลาโดยการไปชมมิวเชี่ยมของเขา ราคาค่าเข้าชม 3 เหรียญ
ตัวอาคารเป็นตึกแถวสูงๆ มีหลายชั้น ข้างในจะจำลองประวัติศาสตร์ของคนจีนที่มาอยู่ที่นี่

รูปแรกที่เป็นกล่องขาวๆ นี่เป็น แซ่ ของของคนจีนในสิงค์โปร์
ใครอยากรู้ว่า บรรพบุรุษเป็นใครอพยพมาจากไหน ก็มาหมุนดูได้เลย
ส่วนรูปอื่นๆคือ ข้าวของเครื่องใช้ของเขาในสมัยก่อน มีการเล่นการพนัน สูบฝิ่นด้วย
ภาพที่ 4 เป็นเตารีดถ่าน บ้านเราก็มี แต่หาดูยากแล้วสมัยนี้

ภาพนี้เป็นภาพวัฒนธรรมการกินของคนจีนสมัยก่อน ที่เห็นในภาพแรกเป็นอาหารเด่นๆของเขา
พวกติ่มซำ หูฉลาม ต่างๆ ตรงกระทะเป็นจอทีวี บรรยายอยู่ โคดเท่ห์เลย 555
ภาพที่สามก็ซูมๆให้ดูค่ะ ไม่ใช่ของจริงนะ เค้าทำขึ้น แต่แอบเหมือนจนตกใจ ทำเอาหิวเลย

ภาพแรกเป็นโรงงิ้วสมัยก่อนค่ะ ตอนถ่ายแอบกลัว มันอยู่มืดๆ เลยตบแฟลชไปซะเยอะ
ส่วนรูปที่2เป็นสูทของคนจีนสมัยก่อน คอแปลกๆนะ ไม่เคยเห็นเหมือนกัน เลยชักภาพมาฝาก
รูปที่3เป็นโรงหนังค่ะ ดูคลาสสิกดีนะ เป็นแค่โมเดลค่ะ ปัจจุบันไม่มีแล้ว
รูปที่4เป็นโมเดลจำลองของไชน่าทาวค่ะ ของจริงสวยกว่าในโมเดลหลายเท่าค่ะ!

ภาพรวมๆของตึกรามบ้านช่องของ ไชน่าทาวค่ะ ส่วนมากกลายเป็นร้านค้า
และร้านอาหารไปหมดแล้ว ตอนที่ถ่ายฝนพึ่งหยุดค่ะ ฟ้าเลยหม่นๆ แต่ก็ยังสวยค่ะ
ตัวอาคารทาสีใหม่หมดสีสันสวยงาม เทียบจากโมเดลนะคะ
มีชีวิตชีวากว่ามากเลยค่ะ จากภาพแรกนั่นจะเห็นเลยว่าไม่ค่อยมีรถนะคะ
จริงๆค่ะประเทศนี้คนไม่ค่อยใช้รถค่ะ เพราะมันค่อนข้างยุ่งยาก
ต้องเสียค่าโน่นค่านี้ แพงไปหมด
และอีกอย่างคือการคมนาคมของเขาก็โอเคอยู่แล้วค่ะ ค่อนข้างสะดวกและครอบคลุม

เข้ามาหลบฝนในวัดหน่อยค่ะ หน้าวัดหรือหน้าอาคารหรือห้างต่างๆจะมี
กล่องบรรจุปลอกพลาสติกให้ใส่ร่มฟรี จะได้ไม่เปียกเลอะเทอะ
และที่นี่คือวัดพระธาตุเขี้ยวแก้วนะคะ ใหญ่ที่สุดในย่านนี้ และคนค่อนข้างเยอะ
ต้องแต่งกายสุภาพนะคะ มีผ้าถุงให้เปลี่ยนแบบบ้านเราด้วย
นอกจากจะเป็นวัดแล้วยังเป็นมิวเซี่ยมอีกด้วย
เมื่อภาพพันประตูเข้าไปก็จะเห็นอย่างภาพแรกค่ะ
จะเห็นเหมือนเป็นพระพุทธรูปเล็กๆวางเรียงๆกันนะคะ คนสิงค์โปรเวลาเขาจะบนอะไร
ก็จะเช่าพระพุทธรูปองค์เล็กๆนี้แหละค่ะ ราคา 89 เหรียญ แล้วก็อธิฐาน หรือบนก็แล้วแต่
แล้ววางไว้บนชั้น ชื่งมีอยู่รอบผนังภายในวัด มีเทพเจ้าหลายองค์แล้วแต่จะบนเกี่ยวกับอะไร
ภาพที่ 3 คือภาพภายนอกของวัด ตัววัดจะคล้ายๆตึก ข้างในมีลิฟท์ บริการด้วย
ชั้นล่าง เป็นห้องโถง อย่างในภาพที่ 5 นะคะ ตอนนี้กำลังทำพิธีด้วยค่ะ
ผู้ร่วมพิธีจะซื้อชุดไหว้และผูกผ้าสีแสด มีหลวงจีนมาทำพิธีให้
ส่วนชั้น 2 เป็นห้องเก็บพระธาตุ เข้าไปกราบไหว้กันได้ค่ะ ไม่ได้ถ่ายมาค่ะ เขาห้ามถ่าย
และชั้นที่ 3 เป็นมิวเชี่ยมค่ะ จะเก็บพระพุทธรูปปรางค์สำคัญ ละเทพเจ้าอื่นๆอีกมากมาย
แถมยังมีห้องสมุดด้วย และที่เห็นเป็นโหลเทียนสวยๆ ก็คือ ชุดไหว้ค่ะ
เหมือนบ้านเราที่ใช้ดอกไม้ธูปเทียน
วัยรุ่นที่โน่นจะนิยมซื้อชุดไหว้เหล่านี้ไว้บนเกี่ยวกับเรื่องเรียน เรื่องรักค่ะ
เขาจะวางไว้ 1 ปี แล้วก็จะมีคนเก็บไปค่ะ

นี่เป็นชั้นบนสุดของวัดค่ะ เป็นสวน และข้างหลังตองคือเป็นแท่นให้เวียนเทียน
มันจะตีระฆังนับรอบให้เราด้วยนะ สวยจริงๆ ชอบๆ

ออกมาจากไชน่าทาวหน่อย ก็เดินไปแถว maxwell พักกินน้ำ กับน้ำแข็งใสสะหน่อย …
ไม่ค่อยประทับใจเลยค่ะ 555ในรูปดูน่ากินม๊าก ที่ตองสั่ง เรียกว่า ice jelly cokteil
แต่พอสั่งมาแล้วก็เฉยๆค่ะ คงจะซวยสั่งอันที่ไม่อร่อยก็เป็นไปได้
ไม่มีน้ำเชื่อมใดๆ และที่เห็นเป็นวุ้นๆ (ในภาพที่ 2 )นั้นก็จืดๆนะแค่มีกลิ่นฟรุตสลัดนิดนึง
แต่ฟรุตสลัดข้างบนก็โอเคค่ะ มะนาวลูกจิ๋วๆนั่นก็ดูน่ารักดี แต่บีบมาแล้วน้ำเยอะมาก
รู้งี้สั่ง Grass jelly มาลองก่อนก็ดี
ไอ้เจ้านี่ตั้ง.. 2 เหรียญนะเนี่ย! ให้ตายเถอะ 40 กว่าบาทแน่ะ ลาก่อนน้ำแข็งใสสิงค์โปร์

เอาล้ะ หลังจากเดินโต๋เต๋จากไซน่าทาว เราก็เดินทางไป ไนท์ ซาฟาร์รีกันต่อ
ก็นั่งรถรางเข้าชมนะคะ มีทั้งแบบนั่งรถ และเดินชมค่ะ
คือเขาจะจอดรถรางตามสถานนีแล้วถ้าใครอยากเดินเองก็เดินไป
แล้วมารอรถเที่ยวต่อไป หรือจะเดินเองตั้งแต่ต้นก็ได้ จะมีเจ้าหน้าที่ยืนอยู่เป็นจุดๆ
ตองแอบเอาไฟฉายส่องเจ้าหน้าที่ด้วย นึกว่ากระทิง กร๊าก
มันมืดมากเลย มองไม่ค่อยเห็น ตองว่าที่เชียงใหม่เราเจ๋งกว่า
และที่นี่เค้าจะมีบริการถ่ายรูปให้นะคะ ถ่ายก่อนรถรางจะออก
พอออกมาเสร็จก็ไปรับรูปเลยพร้อมกรอบ
ราคา 10 เหรียญแต่ไม่จำเป็นต้องเอาก็ได้ค่ะ ตองหน้าเหวอไปหน่อยเลยไม่เอา กร๊าก
ที่จริงในสถานที่สำคัญหรือที่ๆนักท่วงเที่ยวชอบมาเขาจะมีบริการแบบนี้ค่ะ
ส่วนภาพแรกกับภาพที่ 3 เป็น fish spa ค่ะ 5 นาที 10 เหรียญ
วิธีการคือนั่งหย่อนขาให้ปลามันตอด 555 คงจั๊กจี้น่าดู
ปลาก็จะตอดกินขี้ไคลของเรา พร้อมกับนวดเท้าให้เราไปด้วย สยิ๋มกิ๋ยดีค่ะ
ส่วนภาพสุดท้ายเป็นมื้อเย็นของข้าพเจ้า เป็นก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาฉบับสิงค์โปร์
น้ำซุปหวานกลมกล่อม เหมือนก๋วยจั๊บบ้านเรา แต่น้ำจะไม่ข้นมากขนาดนั้น
อาหารที่นี่จะไม่ค่อยมีผัก นะคะ เครื่องปรุงก็ไม่มีอะไรมาก
จะเป็นน้ำพริกเผา กับซีอิ๊วขาวของเขา
มื้อนี้ 4 เหรียญ 50 เซ็นต์ค่ะ
…
เอาล่ะค่ะ จบแล้วสำหรับทริปวันแรก … เดี๋ยวยังมีวิวสวยๆ อาหารอื่นๆจะแนะนำอีกค่ะ
คอยชมกันต่อคราวหน้านะคะ
ยาวไปไหมเนี่ย อย่าพึ่งเบื่อกันก่อนนะคะ T^T เม้นให้ด้วยก้อดีนะจ๊ะ จุ๊บๆ ลาล่ะค่ะ ^^
9ร้าวไม่ก้าวร้าว!!!
วันนี้ตื่นสายสุดโต่งสิบโมงกว่าๆ อาบน้ำแต่งตัวเตรียมไปกินบุปเฟ่ต์ Sunday banch ที่โรงแรมแลนด์มาร์คอันแสนแพง จากหัวละ1500 แต่ไปกินสี่คนขึ้นไป ราคาก็จะลด50% ทันทีเหลือแค่ 750 ต่อคน แม้ราคาอาจจะดูแพงสุดโต่ง แต่เมื่อเจออาหารแล้วมันคุ้มแสนคุ้ม
(หมายเหตุ ไม่มีรูปประกอบเพราะมัวแต่กินจนลืมถ่ายมาให้ดู กร๊ากกก)
อาหารคาว:
อาหารญี่ปุ่น
อาหารไทย
อาหารจีน
อาหารฝรั่ง แบ่งหลายซุ้ม
ของหวาน:
เอาล่ะจริงๆมันยังมีปลีกย่อยเยอะกว่านี้ แต่ตอนนี้พอแค่นี้ล่ะ เขียนไปจะพาหิวอีกรอบ ถือว่าแนะนำพอเป็นพิธี 555 ถ้าใครชอบกิน แนะนำว่าที่นี่เจ๋งมาก ถ้าดูอาหารแล้วจะไม่แพงเลย เพราะฟัวกรา ข้างนอกขายชิ้นต่อคำก็ปาไปสามสี่ร้อยแล้ว (บางที่เป็นพัน) แต่ที่นี่คุณกินได้ไม่อั้น วันนี้ล่อไป42ชิ้น กร๊ากกก (แต่กิน5คนนะ)
ไม่พูดต่อละ หิวๆ ไปดีกว่า
H.D.
ก่อนอื่น ต้องขอบอกก่อนว่า เคจสมัครไอดีพันทิปไว้นานแล้ว และก็ตามอ่านที่พันทิปมานาน อ่านที่นั่นเยอะกว่าที่เด็กดีเสียอีก
เวลาอ่านแล้วก็ไปโพสต์แสดงความคิดเห็นอยู่บ้างนะ แต่ที่นั่นก็มีหลายเรื่อง ตามอ่านอยู่แค่ไม่กี่คน ส่วนใหญ่เป็นแนวแฟนตาซี ซึ่งก็มีน้อย เมื่อเทียบกับนิยายรัก
เมื่อวานนี้ยังคุยกับพี่ปลายอยู่เลยว่า จะเอานิยายไปโพสต์ในพันทิปนี้ต้องรวบรวมความกล้า รีไรท์นิยายให้ดีเสียก่อน ไม่อยากเอางานที่ยังไม่สมบูรณ์ ยังต้องแก้อีกหลายรอบ ไปให้คนที่นั่นอ่าน
เพราะเขาวิจารณ์ดี ชี้ให้เห็นตรงจุดที่เราอาจตกหล่นไปน่ะ…
พี่ปลายก็เห็นด้วยเหมือนกัน
แล้ววันนี้ เคจก็เข้าไปอ่านกระทู้แนะนำวิธีเอานิยายมาลงในถนนนักเขียน
=== FAQs “ถนนนักเขียน” : โปรดอ่านที่นี่ ก่อนตั้งกระทู้ ===
ก็เลยทดลองทำตามที่เขาบอกดูบ้าง… เอานิยายตัวเองนี่แหละมาลองดู…
ลองไปลองมา แทนที่จะกดปุ่มพรีวิว ก็พลั้งมือ เมาส์ลื่นไปกดปุ่มส่งแทนเสียได้
ตายล่ะสิ… กระทู้ที่พันทิปนี่โพสต์แล้ว ลบเองไม่ได้ด้วย ต้องวานให้คนอื่นช่วยลบอีก
ก็เลย… ไหน ๆ ก็ไหน ๆ แล้ว ปล่อยเลยตามเลยไปล่ะกัน ถือว่าเป็นการโพสต์นิยายที่นี่ครั้งแรก เอาฤกษ์เอาชัยล่ะ
ใครที่มีไอดีพันทิปไปติดตามเป็นหน้าม้า ให้กำลังใจกันได้นะ (คาดว่าส่วนใหญ่คงไม่มี)
The Seekers บทที่ 1 เมืองไร้ผู้คน [แฟนตาซี - ผจญภัย] [นิยาย]
ฉบับที่ลงนี้เป็นฉบับใหม่ล่าสุด เพิ่งแก้ใหม่สด ๆ ร้อน ๆ ของที่ลงในเด็กดียังไม่ได้แก้ตามเลยล่ะ
…และก็หวังว่ามันจะเป็นการแก้ครั้งสุดท้ายแล้วด้วย
เรื่องก็จบแต่เพียงเท่านี้แหละ
บรรยายอิมเมจโดยเกี๊ยว ฮ่ะ ๆๆ ๆๆ ^O^//
(อันนี้แบบยังไม่เสร็จสมบูรณ์นะทุกคน >//<)
ปกหน้า

รองปก

ตัวการ์ตูนประกอบปกหลัง

อิมเมจตัวละคร





ส่วนแบบเสร็จสมบูรณ์แต่ยังไม่ลงฟอนต์

ปกใน

ปกหลัง

คอมมิกนี่อย่าเซ็นเซอร์นะคะ >O<

นางเอกโดนพระเอกจูบ อ๊ากกเขินๆๆ

“บรรยากาศงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 37″
วันที่ 26 มีนาคม – 6 เมษายนนี้ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ บูธโอทูเลิฟ
ในที่สุด
งานหนังสือสัปดาห์แห่งชาติก็ผ่านพ้นไป
เกี๊ยวขอบคุณทุกคนที่แวะไปทักทายและอุดหนุนนิยายของเกี๊ยวมากๆ เลยนะคะ
ทุกคนน่ารักมากๆเลย อันที่จริงอยากจะถ่ายภาพคู่ทุกคนเอาไว้ให้หมด แต่พอถึงเวลานั้นดันลืม TTOTT
โดยเฉพาะใครที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด เกี๊ยวดีใจมากเลยน๊า
ส่วนใครที่ไม่ได้มาซื้อเรสเฟียน่ากับเวทมนตร์ต้องคำสาป
ในงานหนังสือก็ไม่ต้องเสียใจ เพื่อนๆ
สามารถหาซื้อได้ที่ร้านซีเอ็ดและหนังสือชั้นนำปลายเดือนเมษานี้จ้า
ยังไงก็ฝากผลงานเล่มอื่นๆของเกี๊ยวไว้ด้วยน๊า >O<!
อยากเห็นรายละเอียดภาพเพิ่มเติมไปที่ :
http://www.o2love-book.com/bbs/viewthread.php?tid=1451&extra=page%3D1
http://www.o2love-book.com/bbs/viewthread.php?tid=1420&extra=page%3D1
อา….กลับมาเขียนบันทึกในรูปแบบเดิมอีกครั้ง ช่วงเวลาที่เลยผ่าน มันทำให้ข้ารู้สึกดีจริง ๆ ที่ได้กลับคืนสู่กลิ่นอายของตัวเอง
วันนี้เองที่ทุกอย่างลุเลยผ่านไปด้วยดี นั่นเป็นเรื่องดีของสังคมมนุษย์ ชีวิตหนึ่งมิสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเองได้ เว้นเสียแต่ สิ่งมีชีวิตนั้น ไร้จิตใจ
สืบทอดต่อเนื่องมายาวนานที่สหายข้าคนหนึ่งมีปัญหากับผู้พักร่วมห้อง ความหมางเมินที่ครั้งหนึ่งมิได้คิดว่าจะส่งผลกระทบใดใด เพียงแค่ว่าเราสบายใจที่จะอยู่คนเดียว ไม่สนใจคนรอบข้าง จะด้วยคิดมากหรือไม่สบายใจ การกระทำที่ละเลยคนรอบข้างที่ห่วงถามทำให้เรื่องราวได้เริ่มต้นขึ้น
พวกเขาไม่ใช่มนุษย์ที่อยู่ใต้อารมณ์ใคร ทุกคนเป็นผู้นำของตัวเอง จะมีคนสักกี่คนหรือที่ต้องถามไถ่ให้อีกฝ่ายสบายใจอยู่ตลอดเวลา ต้องเอาใจตลอดเวลา ในเมื่อคนหนึ่งไม่เข้าหาแล้วเราจะเข้าหาไปเพื่ออะไร
สหายร่วมห้องพักไม่คุยกันร่วมเดือน คนหนึ่ง กับอีกกลุ่มหนึ่ง คนผู้เดียวย่อมอ่อนแอและนั่นก็เป็นเรื่องจริง เขาต้องทนทุกข์อยู่ตามลำพัง
นานวันยิ่งนิ่ง สีหน้าเริ่มเปลี่ยน เก็บงำอยู่ในมุมของตนเอง ไม่คิดเข้าหาก่อน ยิ้มให้ก่อน ด้วยเหตุผลง่าย ๆ ที่ว่า ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร แล้วใครคนหนึ่งที่ทำหน้ายักษ์ใส่ มนุษย์อย่างเรา ๆ ใครจะกล้าเข้าใกล้ !
ข้าผู้ซึ่งมองอยู่ภายนอกได้รู้เห็นและเหนื่อยใจไปกับสิ่งนี้ แต่ทว่า..หากอยู่ด้วยกันเช่นนี้ต่อไปก็ยากที่จะกลับหวนสู่สภาพเดิม แต่ละคนไม่ผิด แต่…ทิฐิเท่านั้นที่สร้างปัญหา
วันนี้สหายปล่อยความในใจกันถ้วนหน้า หันหน้าเข้าสนทนา ช่างเป็นเรื่องน่าปลาบปลื้มใจ สุดท้ายแล้ว…ทุกอย่างจึงกลับหวนสู่จุดเดิม
ยามมีปัญหา อย่าได้เก็บเงียบ คนรอบข้างจำเป็นต้องรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
อารมณ์ ไม่มีใครอยากเข้าสังคมกับคนอมทุกข์ ปั้นหน้านิ่ง และเก็บเงียบ
ผู้คน ไม่นิยมให้งอนง้อใครไปตลอด ไม่ต้องการเชื้อเชิญให้คนอื่นเข้ามากระทำร่วมกัน
หมางเมิน ไม่ควรนิ่งเงียบต่อกัน จัดการให้มันเรียบร้อยโดยเร็ว มิเช่นนั้นจะต่อเนื่องยาวนานยากแก้ไข
คนกลาง ช่วยกระทำอย่างยุติธรรม ช่วยเหลือกันไป
สังคม เอาใจเขามาใส่ใจเรา
ไม่มีใครหรอกอยากสนทนากับคนที่ไม่อยากสนทนา ไม่มีใครหรอกอยากเข้าหาคนหน้าเคร่ง รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ แลการเข้าสังคม จะทำให้ผู้คนสามารถอยู่ในกลุ่มสังคมได้อย่างไร้ทุกข์ไปเปราะหนึ่ง ท้องฟ้ามืดครึ้มก็เหมือนใจคนที่ตกอยู่ในวังวนแห่งความกลุ้มใจ……..
จบตอน…….Akuro Aigkyobando
ความเห็นล่าสุด