เที่ยวใต้กับ 32 ตอนที่ 1 พังงา : เที่ยวทะเล X ผจญทาก

31 03 2009

ก่อนไปงานหนังสือ… เคจไปเที่ยวใต้กับเพื่อน ๆ ห้อง 32 เพิ่งกลับมา มีอะไรอยากเล่าให้ฟังเยอะแยะ ลองอ่านดูได้นะคะ…

ในบทนี้จะใช้แทนตัวเองว่า เรา ล่ะค่ะ

——-

เคยอ่านโปรแกรมเที่ยวไปครั้งหนึ่งนะ แต่ก็แค่ครั้งเดียว แล้วก็จำไม่ได้ เพื่อนเอาไปให้คนอื่นดูต่อ แต่โดยรวมก็ดูดีใช้ได้เลยนะ… บอกหลายครั้งแล้วเหมือนกันว่าให้ส่งเข้าเมล์มา จนแล้วจนรอดก็ไม่เห็นมีความคืบหน้า…

ช่างเถอะ สุดท้าย หลังจากมีความคิดว่าจะเลื่อนวัน และหลายคนสละสิทธิ์ไปอย่างน่าเกลียด (เรียกค่ามัดจำที่จ่ายไปแล้วคืน) ก็ได้ยอดเพื่อนร่วมห้องไปเผชิญชะตากรรมสุทธิ 14 คน + พ่อแม่เพื่อน และเพื่อนพ่อแม่เพื่อน อีก 4 (สรุปคือเพื่อนคนนี้คนเดียวมาคนพาผู้ใหญ่มาด้วยอีก 4 คน) + คนขับรถอีก 2 คน

เดินทางโดยรถตู้ ใช้รถทั้งหมด 2 คัน นัดหมายเวลา 16.30 น.

เรามาถึงก่อนเวลาประมาณ 10 นาทีได้… แล้วก็ต้องงง ๆ อยู่แถวนั้น เพราะไม่พบเจอใคร นึกว่าจะจำวันผิด ที่ผิด เวลาผิด อย่างใดอย่างหนึ่งเสียแล้ว แต่ไม่นานก็มีเพื่อน ๆ ตามมา สรุป… มาถึงเป็นคนแรกนี่เอง

แล้วเจ้าภาพคนจัดงานก็มาสายไป 10 กว่านาที… โอเคไม่เป็นไร นี่ล่ะนิสัยคนไทย รถตู้ก็รออยู่แถวนั้นแล้วล่ะ แต่เราไม่แน่ใจเองว่าใช่หรือเปล่าในตอนแรก

ระหว่างรอคนทยอยมาก็เจอ เพื่อนร่วมสถาบัน เพิ่งกลับมาจากไปเที่ยวโคราชด้วย เห็นท่านสตาร์ฯ (เพื่อนในเด็กดีของเคจ) อยู่ลิบ ๆ แต่ไม่ได้เข้าไปทัก แพมม่อน (แฟนนิยาย ; ร่วมขบวนเดินทางกับท่านสตาร์ฯ) เดินผ่านมาทางที่เราอยู่ด้วย ตอนแรกเห็นเราใส่แว่นกันแดดมั้ง เลยไม่แน่ใจว่าใช่หรือเปล่าแต่พอมาใกล้ ๆ แล้วก็แน่ใจใช่เลย เข้าไปทักทายพูดคุยนิดหน่อย

เพื่อนที่มาสายที่สุดสายไปหนึ่งชั่วโมง ตอนแรกคิดแล้วแค้น อย่างนี้เราจะมาคนแรกไปทำไม… แต่พอไปอ่านไดอารี่ของท่านสตาร์ฯ แล้ว จึงเปลี่ยนมามองโลกในแง่ดีมากขึ้น… อย่างน้อยเพื่อนเราก็ยังสายแค่หนึ่งชั่วโมงเท่านั้นเอง เหอ ๆ

ตอนออกเดินทางก็นั่งรถทั้งคืน นั่งจนเมื่อย เส้นทางขรุขระไปบ้าง มีแวะรับเพื่อน + ผู้ใหญ่อีก 4 คน ระหว่างทาง หลังจากนั้นก็แวะพักเติมน้ำมัน เข้าห้องน้ำบ่อย ๆ ไปถึงจุดหมายแรกคือพังงาในตอนเช้า มีโอกาสได้ล้างหน้าแปรงฟันอย่างจริงจัง (ที่จริงจะอาบน้ำด้วยเลยก็ได้นะ แต่ไม่มีใครอาบ)

ทานข้าวต้มปลาเป็นอาหารเช้าเสร็จ ก็ไปนั่งเรือ นั่งนานพอสมควรเลย 30 นาทีได้ แวะดูเกาะตะปู แผ่นหินพิงกัน เป็นสถานที่ถ่ายทำเจมส์ บอนด์ด้วยนะที่นี่ ก็แวะถ่ายรูป ชมบรรยายกาศ ธรรมชาติ อะไรพวกนี้แหละ

แล้วมาต่อที่เกาะมาหยา เป็นชุมชนที่ตั้งเหนือทะเลน่ะ ที่แคบ ๆ ทางเดินเรียงยาว ขายของฝากเป็นแถว ที่นี่มีโรงเรียน สถานีอนามัย และมัสยิดครบถ้วนเลยล่ะ แต่ความสะอาดยังรักษาไม่ค่อยดีนัก เห็นขยะลอย แอบมีกลิ่นเหม็นนิด ๆ แต่โดยรวมก็โอเคล่ะ และเนื่องจากว่าที่นี่ของแพง เราจึงเดินทางกลับโดยไม่มีอะไรไม้ติดมือมา กลับมาทานอาหารที่เดิม ที่กินข้าวต้มตอนเช้านั่นแหละ พ่อเพื่อนเป็นคนเลี้ยง มีผู้ปกครองมาด้วย ก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ

ตอนบ่ายก็นั่งรถต่อ ไปแวะไหว้พระที่วัดถ้ำสุวรรณ ที่นี่มีลิง มีถ้ำ มีแม่ค้าแม่ขาย มีพระ และนักท่องเที่ยวไม่มีอะไรโดดเด่นเป็นพิเศษนัก…

ที่เที่ยวต่อมาคือน้ำตกรามัญ นอนบนรถกำลังเคลิม ๆ ใกล้หลับอยู่ ถูกปลุกให้ลงถึงหงุดหงิดเล็กน้อย แต่ไหน ๆ เพื่อนลงแล้วก็ต้องลงด้วยล่ะ กำลังสงสัยอยู่ว่าหน้านี้มันจะมีน้ำตกให้ดูด้วยเหรอ แล้วมันก็พอมีอยู่น่ะแหละ ถึงจะไม่สวยนัก บางคนก็แวะเล่นตั้งแต่แรกเจอน้ำ… ส่วนพวกสายลุยก็ตัดสินใจจะไปเดินสำรวจต่อ ตามป้ายบอกทางแล้วมีจุดผ่านทั้งหมด 10 จุดด้วยกัน กินระยะทางร่วม 2 กิโลเมตร

แล้วก็ตามประสาคนตามใจเพื่อน เพื่อนชวนไปเดินก็ไป เอาสักหน่อยล่ะ…

แต่ที่ไหนได้… มันไม่หน่อยเลยน่ะสิ พวกบ้าพลัง รักการผจญภัยทั้งหลาย มุ่งมั่นเดินไปจะให้สุดทาง ทั้งที่ทางที่ผ่านมาแล้วใช่ว่าจะเห็นน้ำตกสวยงามมากขึ้น แห้งเหือดแทบไม่มีให้เห็นเลยต่างหาก แต่ก็ยังคงจะเดินกันต่อ ด้วยความหวังว่าข้างบนสุดนั้นคงพอมีอะไรให้ดู ประมาณว่าไหน ๆ ก็อุตส่าห์มาไกลถึงขั้นห้า ขั้นหกนี่แล้ว จะไปอีกนิดให้ถึงขั้นสิบก็ไม่เห็นจะเป็นไร

โอย.. พวกนี้ไม่ดูเวลาที่ใช้ในการเดินทางมาบ้างเลยเรอะ ไม่คิดหรือไงว่าพวกผู้ใหญ่ที่รออยู่ข้างล่างจะเป็นห่วง เท่านี้เราก็คิดว่าน่าจะพอแล้วล่ะ แค่ขั้นนี้ก็ปาเข้าไปเกินครึ่งชั่วโมงแล้วนา แล้วไหนยังต้องเดินทางกลับมาอีก ไม่คิดกันบ้างเลยหรือ

แต่เตือนไป ก็ไม่มีใครฟัง… แถมพวกผู้หญิงที่เราคิดว่าน่าจะเลิกล้มง่าย ๆ ก็ยังเอาต่อกับเขาด้วย เอ๊า เราจะใช่จะใจเสาะ ถอนตัวคนเดียวอย่างนี้ได้เสียที่ไหน ไปด้วยก็ได้…

แล้วก็เกิดเรื่อง เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งร้องจ๊าก กรี๊ด โวยวายด้วยตัวอะไรก็ไม่รู้คล้ายไส้เดือดมาเกาะเท้า เรียกคนอื่นมาช่วยกันเอาออกไป… ด้วยความรู้ด้านชีวะมลายหายไปหมดแล้ว เราถึงยึดถือมันเป็นปลิงไปก่อน แต่พอมาบอกผู้ใหญ่เขาว่ามันเป็นทากน่ะนะ

เจ้าตัวนี้มันกระดึบด้วยหัว โน้มหัวขึ้นมาข้างหน้าก่อน เล็งที่เหมาะ ๆ แล้วก็เอาปากที่มีเขี้ยวยึดเกาะไว้ จากนั้นก็เคลื่อนตัวส่วนที่เหลือตาม เรายังพอจำได้ว่า พอถูกสัตว์พวกนี้กัด เลือดจะไหลไม่หยุดด้วยสิ…

เจอเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว… น่าจะเลิกเดินทาง แล้วหันหลังกลับได้แล้วสินะ…

แต่ก็ไม่… พวกนี้ยังคงทรหดอดทนเดินทางให้ถึงขั้นสิบกันต่อไป แม้ว่าจะเพื่อนผู้ชายคนเดิมจะกระโดดโหยงเหยง โวยวายไปตลอดทาง ปากก็ยังบ่นว่า เกลียดเจ้าตัวนี้ที่สุดเลยก็ตาม เท้าก็ยังเร่งรีบสาวเดินต่อกันอยู่…

เราล่ะไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าพวกนี้คิดอะไรกันอยู่…

แล้วเรื่องก็ใหญ่ขึ้น เมื่อเหยื่อเคราะห์ร้ายเพิ่มจำนวน ตอนนี้คนทุกคนต่างขยะแขยงเจ้าตัวนี้เป็นที่สุด เดินก้มหน้ามองพื้นระวังเจ้าตัวนี้อย่างเดียว ยิ่งมองเห็นยิ่งเห็นมันเพิ่มขึ้น และก็มีหลายขนาดเสียด้วย แต่ตั้งแต่เล็ก ๆ จิ๋ว ๆ เท่าขน และตัวหนาเป็นครึ่งหนึ่งของนิ้วก้อย เห็นมันเกาะอยู่ตามพื้น ตามหิน ตามใบไม้… ต่างชี้นิ้วบอกกันให้ระวัง ช่วยกันถอนตัวที่เกาะเท้าออกให้กัน เป็นมิตรภาพอันแสนยิ่งใหญ่ดีแท้…

(ทำไมเราไม่ย้อนกลับตั้งแต่แรก…)

แล้วในที่สุดพวกเราก็มาถึงขั้นสิบจนได้ น้ำตกสาวน้อย (ชื่อน้ำตกขั้นนี้) ที่ได้เห็นนั้น งามอย่างน้อย ๆ สมชื่อจริง ๆ มันเล็ก ๆ ไม่ยิ่งใหญ่อลังการเอาซะเลย ไม่มีที่พอจะเล่นน้ำ แถมยังมีให้เจ้าตัวดูดเลือดนั่นอยู่ตามโขดหินด้วย

เพื่อนผู้หญิงผู้โชคร้ายโดนมันกัดเป็นแผลที่เท้า เลือดไหลไปแล้ว โชคดีเราไม่ได้เอาเท้าไปแช่น้ำ เลยโดนน้อยหน่อย และเริ่มต้นคิดเข้าข้างตัวเองว่า บางทีเราอาจจะรอดกลับมาอย่างปลอดภัยก็ได้ ขณะนั้นก็เปิดคันที่ขาขึ้นมา (เราใส่กางเกงขายาวไป) ลองเอามือไปถู ๆ บี้ ๆ ไม่พบอะไร… อืม… คงไม่มีอะไรมั้ง (คิดเข้าข้างตัวเองจัดยิ่งกว่า)

ขากลับเราเดินนำเลย เป็นคนอยากกลับที่สุดตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ไม่รู้พวกนี้จะมาดูน้ำตกทำไม มีแต่คนบอกว่าไม่คุ้มค่าเหนื่อยเลย แต่ก็มีคุยกันเล่น ๆ ว่าเจ้าตัวทากดูดเลือดนี่แหละที่ทำให้การมาเที่ยวน้ำตกครั้งนี้สนุกขึ้นมา เป็นประสบการณ์ชีวิตจริง ๆ ส่วนเจ้าเพื่อนผู้ชายที่เกลียดเจ้านี้ยิ่งชีพ แต่สาบานว่าจะไม่มาเดินป่าอีกสิบปี เหอ ๆ

ต้องยอมรับล่ะว่าในกลุ่มที่มาร่วมผจญทากด้วยกันครั้งนี้ ไม่มีใครเคยเจอทากจริง ๆ มาก่อนเลย เป็นพวกคุณหนูสำออย เด็กเรียน ไม่เน้นเที่ยวสมบุกสมบันกันทั้งนั้น อย่างมากก็มีแค่ประสบการณ์ทางอ้อมจากคำบอกเล่า หรือหนังสือเท่านั้นล่ะ

ขากลับเร็วว่าขามา เพราะเป็นทางลงเขา จะทุกคนต่างมุ่งมั่นจะกลับด้วยความกลัวทาก…

เราก็นึกว่าจะปลอดภัยหายห่วงแล้วเชียว แต่ดันเกิดเจ็บจี๊ดขึ้นมาที่ขาอีกครั้ง คราวนี้เลิกคิดเข้าข้างตัวเอง พลิกขากางเกงขึ้นมาดูล่ะ ปรากฏทากตัวเบ้อเริ่มเกาะอยู่ที่ขากางเกงด้านใน พร้อมแผลเลือดชุ่มอีกสองแผล เล็กหนึ่ง ใหญ่หนึ่ง

เห็นแล้วจี๊ดขึ้นสมอง มันเกาะมานานเท่าไหร่แล้วนี่ อย่าบอกนะว่าตั้งแต่ตอนนั้นที่รู้สึกคันขึ้นมา อย่างนั้นแปลว่ามันสูบเลือดเราไปมากหลายแล้วสิ ไม่นะ ไม่ ไม่…

หลังจากส่งเสียงโวยวาย เรียกเพื่อนมาช่วยเอามันออกไป และนิ่งอึ้งตะลึงคิดอยู่สักพัก เราก็ทำใจแล้วออกเดินทางต่อ ช่วยไม่ได้ล่ะ ถือว่าเป็นที่ระลึกก็แล้วกัน

เดินไปเลือดก็ไหลไป ทิชชูซับไม่พอ จากบริเวณหน้าแข้งผสมเหนื่อยเข้าไปด้วยก็ไหลไปถึงรองเท้าแล้ว…

เพื่อนที่ตามหลังมาทัน ทักขึ้นมา เลือดไหลน่ากลัวมาก …ก็เออน่ะสิ ช่วยไม่ได้แล้วล่ะ มันคงไม่หยุดไหลง่าย ๆ หรอก

เดิมไปได้อีกสักพักหนึ่ง เราก็ค่อยประจักษ์ความจริงในคำพูดเพื่อน… มันมีแผลอีกสองแผลที่เราไม่ยักจะเห็นในตอนแรก อยู่ถัดไปใต้เข่าทางซ้าย แต่เหนือแผลเดิมที่หน้าแข้ง แผลเล็กหนึ่ง แผลใหญ่หนึ่งลักษณะเดียวกับแผลที่หน้าแข้งเลย แต่ว่า… แผลตรงนี้มันใหญ่กว่า และเลือดโชกกว่าเสียด้วยสิ เนื่องด้วยไม่ทันสังเกตเห็น จึงไม่ได้ใช้ทิชชูซับ เลือดไหลอาบจนน่ากลัว ที่ว่าไหลไปถึงร้องเท้าจนทำให้รู้สึกเหนียว ๆ ก็เป็นเลือดจากแผลนี้นี่เอง ใครเห็นก็ต้องตกใจกันทั้งนั้นแหละ…

โอย… นี่เองสินะที่ทำให้เรารู้สึกคันขึ้นมาในตอนแรก

ต่อไปนี้จะไม่คิดเข้าข้างตัวเองอีกแล้ว… เราจะสงสัยไว้ก่อน จะมองโลกในแง่ร้ายเอาไว้เลย…

สรุปสุดท้าย ทุกคนก็รอดชีวิตกลับมาได้พร้อมแผลทากกัดติดตัวมาบ้าง แต่บางคนก็ถึกจริง ๆ ไม่เป็นไรเลย พวกผู้ใหญ่เห็นแผลเราก็ตกใจกัน แต่ก็ช่วยกันปฐมพยาบาล เอาบุหรี่ห้ามเลือดกันเสร็จสรรพ (เพิ่งรู้ว่ามีวิธีนี้ด้วยล่ะ)

รวมเวลาเดินเที่ยวน้ำตกผจญทากทั้งหมดก็เกือบ 2 ชั่วโมง นานจนคนรอเป็นห่วง ตั้งต้นออกตามหากันล่ะ …บอกแล้วไงให้คิดกันบ้างก่อนเดิน… ไม่ไหวเลยจริง ๆ

เรื่องเที่ยวของวันแรกก็มีเท่านี้แหละ นอกนั้นก็อยู่ในที่พักแล้ว ไว้จะอัพต่อตอนต่อไปละกัน บล็อกนี้ยาวและสยองได้ใจพอล่ะ

TBC


คำสั่งกระทำ

Information

4 responses

31 03 2009
o2loveteam

จำได้ว่าท่าทากเกาะอย่าเพิ่งดึงน่ะคะ เพราะน้ำลายทากมีสารที่ทำให้เกล็ดเลือดไม่แข็งตัว
(อย่างที่บางโรงพยาบาลใช้ในการผ่าตัดกัน)

ให้ใช้เกลือโรยๆแล้วมันจะหลุดไปเอง

แต่นาก็ไม่เคยเจอทากแล้วองใช้วิธีนี้ดูซะที
ถ้าคราวหน้าเคจไปลองวิธีนี้ดูนะ

31 03 2009
mamuija

อ่านแล้วสยองได้่ใจ ประสบการณ์นี้น่าจดจำแท้น้อ
หวังว่าตอนต่อไป จะเที่ยวได้สนุกสมใจหวังนะจ๊ะ

2 04 2009
Kr.619

น่าสงสารอะ แต่พี่เคยไปเดินทางที่สระบุรีนะ เจอทากพี่นึกว่าสัตว์พันธ์หายาก (พอดีพี่ไม่เคยเห็นทากไง) จับใส่ถุงมาบานเลย ฮ่ะๆ โดยดุซะงั้น แต่จริงๆ นะ ที่ให้เอาบุหรี่จี้อะ พี่เคยเห็นเขาทำกันอยู่แต่เขาจี้ให้ทากหลุดอะ ไม่รู้ว่าห้ามเลือดด้วยไหม

4 04 2009
viwat

เด็กๆเคยใส่สามส่วนเดินเข้าป่า…ทากรุม…เอิ๊กๆๆๆ

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s




%d bloggers like this: